บำเหน็จหรือบำนาญดีกว่า

บำเหน็จหรือบำนาญดีกว่า

 

มีหลายท่านที่เข้าใจผิดว่าปัจจุบันเนี่ยประกันสังคมเขาไม่จ่ายบำเหน็จแล้วเขาจ่ายเป็นประมาณเท่านั้นไม่เป็นความจริงปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่แล้วก็มีส่วนของบำนาญเข้ามาที่จริงป้ะเนี่ยก็มี เพราะฉะนั้นก็ยังไม่มีใครที่จะส่งเงินสมทบถึงเกณฑ์ที่จะได้เป็นประการคือเกณฑ์ที่จะได้เป็นบำนาญคือจะต้องมีการส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือนเป็นต้นไปแล้วก็พอมาถึงปัจจุบันอยู่ก็เริ่มมีการส่งถึง 180 เดือนแต่แล้วก็จึงเริ่มมีการจ่ายบำเหน็จบำนาญให้เขามีกำหนดมานานแล้วแหละว่ามีการจ่าย

 

 

แต่ยังไม่เคยมีใครได้รับในอดีตหรือว่ายังไม่มีใครถึงเกดมีหลายๆท่านเหมือนกันก็ถามมาว่าจะเลือกอะไรดีระหว่างบําเหน็จกับบํานาญอะไรจะคุ้มกว่ากันซึ่งในขึ้นเรียกว่าจะให้ดูเปรียบเทียบกันแต่ท่านไม่สามารถเลือกได้จะเป็นบำเหน็จหรือบำนาญหรือไม่สามารถเลือกได้มันขึ้นอยู่กับระยะเวลาจำนวนงวดที่ส่งเข้าไปถ้าส่งไม่ถึง 180 เดือนก็จะได้เป็นประเด็นถ้า 180 เดือนเป็นต้นไปก็จะได้เป็นคือจะเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้จะต้องได้รับตามเกณฑ์

 

ที่ตัวเองส่งเงินสมทบเท่านั้นมาดูกันต่อการส่งเงินสมทบของเรานี่แหละเวลาที่เราส่งไม่ว่าจะสุดท้ายแล้วจะได้บำเหน็จหรือบำนาญก็แล้วแต่ช่วงนี้จะส่งเหมือนกันเลยก็คือส่งเข้าไปตามเปอร์เซ็นต์มันใช่เหรอเราส่งตั้ง 50% ใช่เราส่งเงินสมทบ 5% แต่ในส่วนของชราภาพและจำเป็นเงินสมทบเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นก็คือแบ่งจาก 5 ใบของพี่ก็เหมือนกันของบำนาญก็คือกองทุนเดียวกันนั่นแหละตัวเดียวกันเวลาส่งก็ส่งเหมือนกันทุกอย่างเลย

 

3 เปอร์เซ็นต์เหมือนกันแล้วก็มีส่วนของนายจ้างเข้ามาช่วยอีก 3 เปอร์เซ็นต์เหมือนกันผมพยายามที่จะเขียนเร่งตามมากที่สุดเมื่อส่งเข้าไปแล้วผมไม่ซีเรียสแทนเพื่อนที่เข้าไปอยู่ในกองทุนและเมื่อถึงวันที่เราจะรับผลประโยชน์สำหรับท่านที่ส่งไม่ถึง 180 เดือนและก็อย่างที่บอกท่านจะได้รับเป็นบำเหน็จป๊อปเล่นด้วยคิดยังไงก็คิดจากเงินทั้งหมดที่ท่านส่งเข้าไปรวมกับของนายจ้างนี้ล่ะจะออกมาเป็นของท่านเป็นบำเหน็จซึ่งให้มาแล้วเงินก็จะ

หายไปจากส่วนที่อยู่ในกองทุนที่เป็นส่วนของเราและนายจ้างก็จะหายไปเลยเราก็จะไม่ได้อะไรจากกองทุนอีกต่อไปแต่เราจะได้เงินก้อนใหญ่ก็เหมาะสำหรับท่านที่ต้องการจะนำเงินไปลงทุนและการสำหรับการรับบำเหน็จตำนานตำนานเนี่ยเวลาเราส่งเราส่ง 3 เปอร์เซ็นต์ใช่ไหมแต่เวลาที่เขาจ่ายคืนให้กับเราเลยเขาจะไม่จ่ายทีเดียวเหมือนกับบำเหน็จแต่จะทยอยจ่ายมาเรื่อยๆโดยจ่ายคืนมาอย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์ผมใช้คำว่าอย่างน้อยเพราะ

ว่าถ้าใครมีส่งเกิน 180 เดือนมาทุกๆ 2 เดือนจะมีการบวกเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นไปทุกๆ 2 เดือนจะได้เพิ่มมา 1.5 เปอร์เซ็นต์เราก็เปรียบเทียบดูๆๆเลยเบื้องต้นดูเรื่องของการนำส่งก่อนมาดูส่วนของสมเด็จบางขุนพรหมไม่ตอบเนี่ยเราส่ง 3 ใช่ไหมแต่มีนายจ้างช่วยสมทบอีก 3 ก็ทำให้เงินของเราเนี่ยเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัวคืนให้กับเรานั่นเองส่วนของตำนานเน็ต เหมือนกันเพราะว่าเวลาที่เรานำส่งเรานำส่งเพียงแค่ 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นช่วงที่ส่งเข้าในส่ง

เข้า 3 ในเวลาที่เรารับผลประโยชน์เราได้รับถึง 20 เปอร์เซ็นต์เป็นอย่างต่ำทุกเดือนก็คือเข้า 38 ออกมาสู่เรา  ออกมาสู่เราอยาก 20 ในส่วนของบำนาญเนี่ยต้องบอกว่ามีความเสี่ยงอยู่นิดนึงสำหรับผู้ที่ส่งไม่ใช่ส่งฟรีสำหรับผู้ที่รับไปแล้วยังไม่ถึง 5 ปีเวลาที่เสียชีวิตก็จะได้เงินคืนมาเพียงแค่ 10 เท่านั้นนะคะเสียชีวิตได้คืนมา 10 เท่าซึ่งบางทีและคำนวณแล้วก็ทำให้ตัวเลขที่ได้คืนมาหน่อยน้อยกว่าตัวเลขที่นำส่งไปทั้งหมดแต่ถ้าเกิน 5 ปีไปแล้วอัน

 

นี้คือประกันสังคมเขาวิเคราะห์แล้วก็คำนวณมาแล้วว่ามันถึงจุดคุ้มทุนแล้วยังไงก็ไม่ขาดทุนแล้วก็เรียกว่าถึงจุดที่เป็นกำไรแล้วถ้าถามว่าอะไรคุ้มกว่ากันก็อยู่ที่จุดประสงค์ด้วยถ้าใครที่ต้องการจะนำเงินก้อนใหญ่แล้วก็เงินแบบว่าก็ใจดีได้ชัวร์ๆได้คืนหมดชัวร์ๆเลยบำเหน็จก็จะเหมาะแต่สำหรับคนที่ต้องการเงินไว้ใช้ทุกเดือนทุกเดือนตลอดชีวิตก็จะเหมาะกับบำนาญก็จะมีความเสี่ยงเข้ามานิดนึงถ้าเสียชีวิตเร็วไปหน่อยก็จะทำให้ได้คืนน้อยกว่านี้จ่ายไป

แต่ถ้าอายุยืนท่านก็จะได้ไปเรื่อยๆผมไม่ตรงนี้สมมุติว่าเป็นเงินที่กองทุนจ่ายให้กับเราว่าจะจ่ายไปเรื่อยๆไม่ว่าจะจ่ายให้เรามากแค่ไหนเงินในส่วนที่จะนำมาจ่ายให้เรานั้นก็จะไม่ลดลงเลยซึ่งต่างจากประเด็นคือจ่ายไปแล้วหายไปเลยแต่ก็จะมีเงินมาจ่ายให้กับเราเรื่อยๆตลอดชีวิตถ้าใครอายุยืนก็จะได้เรียกว่าคุ้มมากๆ

ดูแล เกษียณอายุราชการ

ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ให้ทั้งตนเองและผู้ป่วยมีความสุข

ดูแลผู้ป่วยอัลไซเมอร์ ให้ทั้งตนเองและผู้ป่วยมีความสุข

ดูแล เกษียณอายุราชการ

โรคอัลไซเมอร์ อาการที่เด่นชัดคือ ความบกพร่องในกระบวนการทางความคิด ความจำ หลงวัน เวลา สถานที่ และแม้กระทั่งลืมคนใกล้ชิดหรือผู้ดูแล ความสามารถทางสติปัญญาลดลง เรียนรู้ได้ช้าลง ในด้านการรับรู้ก็จะเปลี่ยนไป ความสนใจและสมาธิลดลง การโต้ตอบและความสามารถในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมก็ถดถอยลง

การสังเกตอย่างเอาใจใส่ และการเข้าใจการดำเนินโรคจะเป็นสิ่งที่จะช่วยประคับประคองให้ผู้ป่วยอยู่ได้อย่างมีความสุข และตัวผู้ดูแลเองก็จะไม่เกิดความวิตกกังวลและรู้สึกเหนื่อยมาก

เมื่อผู้ดูแลต้องดูแลผู้ป่วยไปนานๆ มักจะเกิดความอ่อนล้า เกิดความเครียด เบื่อหน่าย กังวล ซึมเศร้า และอาจรู้สึกผิดหวังที่ผู้ป่วยอาการไม่ดีขึ้น

ยอมรับผู้ป่วย และอาการของโรคของผู้ป่วยว่าโรคนี้รักษาไม่หาย การดูแลที่เหมาะสมจะทำให้ผลกระทบด้านต่างๆลดลงได้

ควรแก้ไขอารมณ์และพฤติกรรมที่เป็นปัญหามากที่สุดของผู้ป่วยก่อนเพราะจะช่วยทําให้การดูแลผู้ป่วยง่ายขึ้น
สิ่งใดก่อให้เกิดอารมณ์หรือความไม่พอใจแก่ผู้ป่วย ควรหาสาเหตุแก้ไขหรือหลีกเลี่ยง ช่วยลดความเครียดแก่ผู้ป่วย
ถ้าผู้ดูแลเข้าใจถึงจุดนี้ ก็จะไม่รู้สึกว่าตนเองดูแลผู้ป่วยได้ไม่ดีพอ ความเครียดก็จะไม่เกิดขึ้น

บางครั้งผู้ป่วยอาจแสดงอารมณ์ที่ทำให้ผู้ดูแลรู้สึกผิดหวัง ผู้ดูแลต้องเข้าใจว่าเป็นผลมาจากอาการของโรค ไม่ใช่ผู้ป่วยไม่พึงพอใจ โกรธ หรือตั้งใจจะต่อว่าผู้ดูแล เนื่องจากก่อนป่วยผู้ป่วยมิได้มีบุคลิกภาพเช่นนั้น

ให้ผู้ป่วยอัลไซเมอร์เข้าใจตนเอง
ควรอธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงสุขภาพที่เปลี่ยนไปของผู้ป่วยในขณะที่ยังสามารถรับรู้และเข้าใจได้ตั้งแต่อาการยังไม่รุนแรงนัก เพื่อให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือในการดูแลตนเอง

ส่งเสริมให้ผู้ป่วยทํากิจกรรมร่วมกับครอบครัว พาออกไปเที่ยวนอกบ้านเป็นครั้งคราว หรือพาไปพบปะเพื่อนฝูงของผู้ป่วยจะช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลาย ไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง หรือโดดเดี่ยว

ดูแลช่วยเหลือให้ผู้ป่วยได้ออกกำลังกายตามสมควร เพิ่มกำลังของมัดกล้ามเนื้อ ลดข้อติด

กรณีที่อาการป่วยยังไม่รุนแรง อาจชวนผู้ป่วยเล่นเกมต่างๆ เช่น เกมคอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต คิดเลข หรือชวนสวดมนต์ไหว้พระด้วยกัน หลีกเลี่ยงการกระตุ้นหรือพยายามฝืนผู้ป่วยจนเกินไป เพราะจะทำผู้ป่วยเบื่อหน่ายและเกิดการต่อต้านได้

หลีกเลี่ยงคำพูดหรือพฤติกรรมใดๆ ที่ส่งผลกระทบทางอารมณ์กับผู้ป่วย อะไรที่ผู้ป่วยไม่ชอบ โกรธ เสียใจ ผิดหวังก็และเกิดความเครียด และเพิ่มการเก็บตัว ซึมเศร้าได้

 

ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์

การรักษาผู้ป่วย อาจมีความจำเป็นที่ต้องใช้ยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เช่น นอนไม่หลับ วิตกกังวล ซึมเศร้า ก้าวร้าว ผู้ดูแลต้องให้ผู้ป่วยรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและสังเกตอาการหลังจากใช้ยา เพื่อแจ้งแก่แพทย์ได้อย่างถูกต้อง

หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ เช่น อาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือซึมเศร้ามากเกินไป พฤติกรรมเปลี่ยนแปลง ก้าวร้าว หลงผิด หูแว่ว หรืออาการทางจิตอื่นๆ

การดูแลตนเองของผู้ดูแลผู้ป่วย
ผู้ดูแลผู้ป่วยควรจัดสรรเวลาพักผ่อนให้เพียงพอโดยเปลี่ยนให้ผู้อื่นดูแลผู้ป่วยแทนบ้าง เพราะการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องนานๆ อาจทําให้เกิดความอ่อนล้า ความเครียด หงุดหงิด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วยในระยะยาว

ผู้ดูแลผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เกษียณอายุราชการ ควรมีเวลาทำกิจกรรมที่ตนเองชอบ เพื่อความผ่อนคลาย หากผู้ป่วยสามารถร่วมกิจกรรมต่างๆ ไปพร้อมกันได้ ก็จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์และส่งผลดีต่อทั้งผู้ดูแลและผู้ป่วยไปพร้อมๆ กัน


พญ.สิรารัตน์ โมรรัต

ศูนย์ระบบประสาทสมองและไขสันหลัง

โรงพยาบาลพญาไท 2

ข้อมูลเพิ่มเติมที  www.pbpremium.com   www.pb-pac.com